กิจกรรม
ข่าวสาร
OTOP/ท่องเที่ยว
สนทนา
ติดต่อ
รู้จักตำบล
CONDITION
บุคลากร
STAFF
ข่าวสาร
NEWS
ระเบียบ
LAW
สนทนา
WEBBOARD
ติดต่อ อบต.
CONTACT
 
   
 
 
 
 
   แหล่งน้ำสาธารณะบึงบัว  (จังหวัด พิษณุโลก)
 
 
 
รูปชุดก่อน
รูปชุดถัดไป
 
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
 
ชื่อสถานที่ : แหล่งน้ำสาธารณะบึงบัว
 
ที่ตั้ง : ต.สนามคลี อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก
 
ข้อมูล : ประวัติความเป็นมาของแหล่งน้ำสาธารณะบึงบัว สภาพเดิมของแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์บึงบัว “บึงใหญ่” สมัยก่อน บึงบัวมีชื่อเดิมว่า “บึงวงฆ้อง” เพราะมีการ เชื่อมต่อจากแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันออกบริเวณหนองเสือทาลาอ้อ ไหลมาที่บึงบัวแล้วไปบรรจบคลองตาเอีย ไหลลงแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันตกมีลักษณะคล้ายฆ้อง จึงเรียกว่า”บึงวงฆ้อง” ประชากรในสมัยก่อนอพยพมาจากจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณรอบบึง คนเฒ่า คนแก่ สมัยนั้นเล่าว่านานมาแล้วเคยมีเรือสำเภามาล่มบริเวณกลางบึงแห่งนี้ ทำให้กระแสน้ำไหลผ่านไม่สะดวกบึงจึงมีสภาพตื้นเขินปกคลุมไปด้วยวัชพืชหลากหลายชนิด การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้น้อย และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๙ คณะกรรมการหมู่บ้านโดยการนำของ กำนันย่วน ต้วนยี่ จึงปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไขโดยตกลงว่าต้องปรับปรุงโดยการขุดลอกใหม่ จึงประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปยังสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จังหวัดพิษณุโลก ในการขุดลอกบึงสาธารณประโยชน์แห่งนี้จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๑ กำนันวิม ศรีสมบุญ ได้ประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปยัง สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดพิษณุโลก อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี จนกระทั่ง ปี พ.ศ.๒๕๓๕ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดพิษณุโลก ได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินโครงการ ขุดลอกน้ำบึงใหญ่ด้วยงบ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท พื้นที่ทั้งหมด ๑๑๗ ไร่ พื้นที่น้ำประมาณ ๘๕ ไร่ แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์บึงใหญ่จึงเป็นแหล่งน้ำที่ให้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคและใช้เพื่อการเกษตรที่สำคัญยิ่ง ต่อมาคณะกรรมการหมู่บ้าน จึงมีแนวคิดว่าจะพัฒนาแหล่งน้ำแห่งนี้อย่างไรดีที่จะเกิดประโยชน์และเป็นแหล่งรายได้ให้กับชุมชน จึงเปิดให้มีการทอดแห ใน พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้พบปัญหาอุปสรรคในครั้งนี้ คือสัตว์น้ำได้ตายลงเป็นจำนวนมากเนื่องจากแหล่งน้ำที่ได้รับการขุดลอกไว้มีความลึกจึงไม่สามารถจับปลาได้ คณะกรรมการได้ปรึกษาหาลือเพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไข และส่วนใหญ่เสนอให้เป็นกิจกรรมกีฬาตกเบ็ด วันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ ของทุกปี ค่าบริการคันเบ็ดประมาณ คันละ ๕๐ บาทซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนจนถึงปัจจุบัน
 
 
ผู้เข้าชม 1167 ท่าน